วันอังคารที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2552

วิดีโอ ที่ไปพูดในงาน ThinkCamp เรื่อง สะกิดคนทำเว็บไทย



ตามไปดูพี่ๆ เพื่อนๆ คนอื่นๆเค้าพูดบ้างนะครับ ไปเลยที่ ThinkCamp Video

วันเสาร์ที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2552

คุณเคยใช้ Google Map แล้วน้ำตาไหลมั้ย

ผมเข้าไปทำ map บ้านนอกคอกนาเป็น my map ใน maps.google.co.th มา แล้วไปเจอเมนูด้านซ้าย (ผมว่าทำตัวใหญ่ๆ เท่าบ้านเลยครับ จะได้ให้คนไทยรู้ มันเป็นความรู้ที่โลกใบนี้ควรรู้เลยนะ ผมว่า)

เมนูที่ว่า มันคือเมนูใน google maps ประเทศไทยเรานี่แหละครับ เมนูนั้นชื่อว่า โครงการในพระราชดำริ ซึ่งผมเชื่อว่าคนไทยที่ฟังภาษาไทยร้เรื่องรู้จักคำนี้ดีกันทั่วหน้า

พอผม คลิก เมนู โครงการพระราชดำริเท่านั้นแหละครับ น้ำตาแทบร่วงเอาซะตรงนั้นเลย เพราะ map ที่ปรากฏขึ้นบนจอ คิดถึงตอนไหนผมก็ขนลุก

เห็นบ้านหลังเขียวๆ ซึ่งมันมีอยู่ทั้งแผนที่ประเทศไทย ขวานทองของเราเลยนะครับ แล้วไม่ใช่มีแค่ที่ละหลังนะครับ มันเบียดมันแย่งพื้นที่มาโชว์หลังคาบ้านให้เราคลิกเต็มไปหมดเลย

ผมไม่รู้ว่าสมัยนี้เค้าคิดอะไรกันยังไงนะครับ แต่สำหรับตัวผมเอง เด็กต่างจังหวัดที่เคยเห็นความลำบาก ยากจน ของคนบ้านนอก โครงการตามพระราชดำริของในหลวง ช่วยสร้างชีวิตและคุณภาพความเป็นอยู่ในคนในพื้นที่ตรงนั้นจริงๆ แล้วโครงการแต่ละโครงการมันยั่งยืนและขยายผลต่อไปมาจนถึงวันนี้แทบทั้งนั้น ยังไม่มีรัฐบาลหรือประเทศไหนในโลกที่ทำได้อย่างนี้จริงๆนะครับ

พระองค์ท่านเสด็จไปทุกๆที่ในประเทศ ตั้งแต่สมัยที่บางที่คนธรรมดายังไปไม่ถึงด้วยซ้ำ โครงการทั้งหมด ซึ่งผลเองคิดว่าจะนั่งอ่านไปเรื่อยๆจนกว่าจะครบ 3000 กว่าโครงการที่ในหลวงทำไว้ให้แผ่นดินไทยเรา

และ google maps ทำให้ผลได้รู้ซึ่งว่า โฆษณาในโรงหนังก่อนเพลงสรรเสริญพระบารมี ชุดนึงบอกว่า ประเทศไทยและแผ่นดินไทย คือ บ้านของในหลวง

DEV ตอน The Web Development Process ภาค 1

วันนี้มาว่าด้วยเรื่องการพัฒนาและสร้างระบบเว็บไซต์กัน เจาะไปในเรื่อง project management แล้วก็ project development เกี่ยวโยงกันไปได้หลายส่วนเลยครับ

แนะนำตัวละครกันซักนิดนึง

เรามีตัวละครกัน 3 ตัวพอนะครับ เว็บโปรแกรมเมอร์ เว็บดีไซเนอร์ แล้วก็ลูกค้า

มาเริ่มกันเลย ถ้าคุณอยากจะทำเว็บซักเว็บนึงให้ลูกค้า ผมคิดว่า process เหล่านี้คงเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อยนะครับ

ขั้นแรก คือ Discussion หรือ การทำความเข้าใจความต้องการและข้อมูลพื้นฐานจากลูกค้าหรือจากบุคคลที่ต้องการเว็บไซต์ (บางทีก็เป็นตัวเราเอง ฮาๆ) ขั้นนี้สำคัญมากมายเลยครับ ยิ่งได้ข้อมูลเยอะ ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาเว็บฯให้ตรงตามความต้องการ

ขั้นที่ 2 (หลังจากสติแตกกับการคิดความต้องกสารและเป้าหมายจากขั้นแรก ฮาๆๆๆ) เป็นการ brainstorming โดยจะเน้นไปที่ผุ้วิเคราะห์และออกแบบระบบ เพื่อประเมินและวิเคราะห์โครงสร้าง รูปแบบ ฯลฯ ของระบบโดยรวม ซึ่งถ้าใช้หลักการ System analysis เยอะๆ เข้ามาจับในส่วนนี้ คงไม่ใช่เรื่องยากเย็นอะไรมากมายครับ

ขั้นที่ 3 สำคัญมากเวอร์เลยฮะ

ขั้นนี้ designer, system analyst, programmer จะได้มาระดมพลังความคิด เพื่อวิเคราะห์และรับฟังข้อมูลของระบบ รวมถึงการระบุถึงส่วนต่างๆของเว็บฯ ที่จะต้องพัฒนา และรวมไปถึงทำความเข้าใจโครงสร้างของเว็บที่มาจากการออกแบบแล้วด้วย

ขั้นที่ 4 ว่าด้วย Planning the Content
เนื้อหาสาระของเว็บฯ ข้อมูลที่จะต้งใช้ รูปแบบการแสดงผลข้อมูล เนื้อหาต่างๆ สิ่งเหล่านี้ควรได้รับการวางแผนและจัดรูปแบบองค์ประกอบต่างๆไว้ก่อนการพัฒนา เพื่อให้เรานำเสนอเนื้อหาของเว็บได้ตามความต้องการจริงๆ

ขั้นที่ 5 เริ่มต้นการออกแบบเว็บไซต์จริง

ขั้นที่ 6 รับ Feed Back จากรูปแบบของการ design ขั้นที่ 7 แก้ไขรูปแบบจาก feedback


เดี๋ยวภาคสอง (จบ) จะมาเร็ววันครับบบบบบบบ

วันศุกร์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2552

Mozilla: สู่อนาคตที่ไม่มีกูเกิล

Mitchell Baker ประธานของ Mozilla ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร BusinessWeek ถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Mozilla กับกูเกิล ที่ต้องแปรเปลี่ยนไปหลังการมาของ Chrome

กูเกิลนั้นจ่ายเงินให้ Mozilla ถึง 75 ล้านดอลลาร์ในปี 2007 คิดเป็น 88% ของรายได้ทั้งหมดที่ Mozilla ได้รับ หลังที่ Chrome เปิดตัว Mitchell Baker ยอมรับว่าต้องมองหาแหล่งรายได้อื่นเผื่อเอาไว้ ถึงแม้ว่ากูเกิลจะยังไม่มีท่าทีที่จะไม่ต่อสัญญาในรอบหน้าก็ตาม ทางเลือกที่เป็นไปได้สูงมี 2 ทาง อย่างแรกคือ Fennec เบราว์เซอร์สำหรับมือถือ (ซึ่งจะมีโมเดลธุรกิจลักษณะใกล้เคียงกับ Opera) ส่วนอย่างที่สอง Mozilla อาจหาเงินจากการโฆษณา Add-ons จากภายในเบราว์เซอร์ (หน้า Get Add-ons นั่นล่ะครับ)

ส่วนคำถามว่าถ้ากูเกิลไม่ต่อสัญญา Mozilla จะเอา Yahoo! หรือ Live Search มาแทนหรือไม่ Baker ตอบว่ามีผู้เล่นบางรายที่ยินดีจะจ่ายมากกว่ากูเกิล ทาง Mozilla นั้นเคยได้เช็คเปล่าให้มาเขียนตัวเลขเองจากผู้เล่นรายหนึ่ง ซึ่ง Baker บอกว่าไม่ใช่ไมโครซอฟท์

นักวิเคราะห์มองว่า Mozilla นั้นต้องการกูเกิล มากกว่าที่กูเกิลต้องการ Mozilla มาก ส่วนโฆษกของกูเกิลบอกว่าเราจะยังสนับสนุน Firefox ต่อไป

Credit : Blognone

ที่มา - BusinessWeek

วันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2552

Always Somewhere

ไม่มีไรมากครับ แค่อยากให้ดูคนที่เล่นเชลโล (ผมเรียกไวโอลินยักษ์ ฮาๆ) สวยแบบตรงสเป็กเลยฮะ

นิยามความรัก จาก ศาลฏีกา

จำกันได้มั๊ยกับนายเสริม สาครราษฎร์ที่เป็นหมอฆ่าแฟนตาย
ในคดีที่นายเสริมถูกตัดสิน นายเสริมขอลดโทษโดยอ้างเหตุว่า
ตนฆ่าแฟนเพราะความรักที่ตนมี จนไม่อาจหักห้ามใจให้แฟนไปมีคนใหม่ได้ จึงขอความปราณีจากศาลให้เห็นแก่ความรักของตน


ศาลฎีกาได้ให้เหตุผลไว้อย่างงดงามถึงความรักที่นายเสริมอ้างว่ามีต่อแฟนของตน

ดังฏีกาข้างล่างนี้

ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คดีแดงที่ 6083/2546
พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์
นางสุดา ปรัชญาภัทร โจทก์ร่วม
นายเสริม สาครราษฎร์ จำเลย

ที่ โจทก์ร่วมฎีกาว่า จำเลยควรได้รับโทษประหารชีวิต ศาลล่างทั้งสองไม่ควรลดโทษให้จำเลยเพราะคดีไม่มีเหตุบรรเทาโทษนั้น ล้วนเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงทั้งสิ้น
จึงต้องห้ามมิให้โจทก์ร่วมฎีกาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว

ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงจิตใจอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
เพราะจำเลยกับผู้ตายมีความสัมพันธ์ฉันคนรัก
แต่ผู้ตายต้องการเลิกความสัมพันธ์กับจำเลยไปมีรักกับผู้ชายคนใหม่
จำเลยจึงบันดาลโทสะฆ่าผู้ตายนั้น

เห็นว่า
ความรักเป็นสิ่งที่เกิดจากใจไม่อาจบังคับกันได้ ความรักที่แท้จริงคือความปรารถนาดีต่อคนที่ตนรักความยินดีที่คนที่ตนรักมีความสุข
การให้อภัยเมื่อคนที่ตนรักทำผิดและการเสียสละความสุขของตนเพื่อความสุขของคนที่ตนรัก จำเลยปรารถนาจะยึดครองผู้ตายเพื่อความสุขของจำเลยเอง
เมื่อไม่สมหวังจำเลยก็ฆ่าผู้ตาย เป็นความคิดและการกระทำที่เห็นแก่ตัวเห็นแก่ได้ของจำเลยโดยฝ่ายเดียว มิได้คำนึงถึงจิตใจและความรู้สึกของผู้ตาย หาใช่ความรักไม่ ทั้งเป็นความเห็นผิดที่เป็นอันตรายต่อสังคมอย่างยิ่ง

ดังนี้
แม้จะฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยฎีกาก็ถือไม่ได้ว่าจำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม
กรณีไม่มีเหตุจะลงโทษจำเลยน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ ศาลจึงพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยตลอดชีวิต

วันอังคารที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2552

DEV ตอน Web Service เกิ่นๆไว้



ทุกวันนี้ถ้าจะให้พูดถึงเทคโนโลยีเว็บแอฟพลิเคชั่นสมัยใหม่แล้ว คงยังไม่พอเท่าไหร่นะครับ เพราะช่วงปีสองปีที่ผ่านมาเท่าที่ผมรู้ นักพัฒนาในต่างประเทศให้มุ่งเน้นและให้ความสำคัญไปกับเทคโนโลยี web service หรือ WS กันมากขึ้น แล้วเจ้า WS นี้มันคืออะไรกันแน่นะ

Web Service อ้างอิงจาก wikipedia Thai

เว็บเซอร์วิส (Web service) คือระบบซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมา เพื่อสนับสนุนการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ผ่านระบบเครือข่าย โดยที่ภาษาที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ คือเอกซ์เอ็มแอล เว็บเซอร์วิสมีอินเทอร์เฟส ที่ใช้อธิบายรูปแบบข้อมูลที่เครื่องคอมพิวเตอร์ประมวลผลได้ เช่น WSDL ระบบคอมพิวเตอร์ใช้งานสื่อสารโต้ตอบกับเว็บเซอร์วิสตามรูปแบบที่ได้กำหนดไว้แล้ว โดยการส่งสาสน์ตามอินเตอร์เฟสของเว็บเซอร์วิสนั้น โดยที่สาสน์ดังกล่าวอาจแนบไว้ในซอง SOAP หรือส่งตามอินเตอร์เฟสในแนวทางของ REST สาสน์เหล่านี้ปกติแล้วถูกส่งโดยอาศัย HTTP และใช้ XML ร่วมกับมาตรฐานเกี่ยวกับเว็บอื่นๆ โปรแกรมประยุกต์ที่เขียนโดยภาษาต่างๆ และทำงานบนแพลตฟอร์มต่างๆกันสามารถใช้เว็บเซอร์วิสเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านทางเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เช่น อินเทอร์เน็ต ในลักษณะเดียวกับการสื่อสารระหว่างโปรเซส (Inter-process communication) บนเครื่องเดียวกัน ความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างระบบที่ต่างกันนี้ (เช่น การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่าง โปรแกรมที่เขียนโดยภาษาจาวา และโปรแกรมที่เขียนโดยภาษาไพทอน หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างโปรแกรมประยุกต์ที่ทำงานบนไมโครซอฟท์วินโดวส์และโปรแกรมประยุกต์ที่ทำงานบนลินุกซ์) เกิดขึ้นได้เนื่องจากการใช้มาตรฐานเปิด โดย OASIS และ W3C เป็นคณะกรรมการหลักในการรับผิดชอบมาตรฐานและสถาปัตยกรรมของเว็บเซอร์วิส

ในมุมมองนักพัฒนาผมว่าเป็นที่ควรเรียนรู้ เพราะเราอยู่ในฐานะผู้พัฒนาสิ่งต่างๆ เราเองก็ควรจะพัฒนาความรู้รอบด้านของเราไปด้วยนะครับ
ผมคิดว่า ส่วนของผู้พัฒนาถ้าเราใช้ web service มันช่วยในการทำงานและระบบงานให้ทันสมัยและง่ายขึ้นอีกด้วยครับ เพราะระบบ WS จะตัดการทำงานที่ซ้ำซ้อนออกไป ลองมองภาพง่ายๆ อย่างนี้นะครับ ยกตัวอย่าง บริษัท ABC จำกัด มีโปรแกรมเมอร์ภายในบริษัทอยู่ 3 คน คนแรกถนัด ASP คนที่สองถนัด PHP และคนที่สามถนัด JAVA แต่งานที่จะทำเป็นชนิดเดียวกัน ครั้นจะใช้ภาษาเพียงตัวใดตัวหนึ่ง นที่ไม่ถนัดต้องมานั่งศึกษาและเสียเวลาเรียนรู้อีกพอสมควร สิ่งที่จะช่วยได้และทางออกที่ดีก็คือ WS นี่แหละครับโปรแกรมเมอร์ทั้งสามคนนี้จะต้องศึกษาภาษา XML(เป็นภาษาในการนิยามโครงสร้าง)นิดหน่อย ง่ายกว่าภาษาที่ตัวเองถนัดอยู่เยาะ หลังจากนั้นก็มีการสร้าง core ตรงกลางด้วย Web Service tools เป็นตัวบริการ (หลังการสร้างจะได้เป็นไฟล์นามสกุล .wsdl)

ไว้ติดตามภาค 2 กันนะครับ

YOU AND I

วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2552

Web Design Trends For 2009

ไปอ่านมาจากเว็บภาษาอังกฤษ คิดว่าเป็นเทรนทีเราเห็นกันบ่อยๆ ในยุคสมัยนี้แหละครับ เค้าบอกว่าจะมีการสังเกตุและมุ่งประเด็นไปที่เทรนในช่วงปลายปี 2008 - ต้นปีนี้แหละครับ พบว่ามีรูปแบบที่หลากหลายและสวยงามมากขึ้น

1. Embossing Letterpress


2. Rich user interfaces
3. PNG transparency
4. Big typography
5. Font replacement (sIFR, etc.)
6. Modal boxes
7. Media blocks
8. The magazine look
9. Carousels (slideshows)10. Introduction blocks

วันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2552

อาม่า ทดสอบ ThinkPad

ฮาดีเวอร์ ฮาๆ โชว์ถึก